Hin35SapperMarine

Hin35SapperMarine เช่นนั้นเอง

 #อาณาจักรแห่งความชั่วร้าย #ซาตานสถาน
09/04/2026

#อาณาจักรแห่งความชั่วร้าย
#ซาตานสถาน

ครบวงจรอาณาจักรสแกมเมอร์ โอ เสม็ด -ช่องจอม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์คลับ บาร์ คาราโอเกะ อาบ อบ นวดพร้อม....

09/04/2026

‘เอกชัย’ ป่วยหลายโรคซ้อน กรมคุ้มครองสิทธิฯ ลงตรวจสอบการรักษาในเรือนจำ

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการรักษาพยาบาลของ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม หลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับสุขอนามัยและมาตรฐานการดูแลรักษา ขณะที่กรมราชทัณฑ์ยืนยันดำเนินการตามหลักทางการแพทย์และมาตรฐานสากลอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ เดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีได้รับหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับอาการป่วยและการรักษาพยาบาลของเอกชัย ซึ่งปัจจุบันมีอาการป่วยหลายโรคซ้อน ได้แก่ โรคต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ และฝีที่ตับ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่า กระบวนการดูแลรักษาพยาบาลผู้ต้องขังเข้าข่ายเป็นการกระทำที่อาจขัดต่อ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่ โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมหารือกับ ยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเข้าพูดคุยสอบถามอาการจากเอกชัยโดยตรง เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้าน
ด้าน นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทาง ชี้แจงว่า ทางโรงพยาบาลได้วางแผนการรักษาและติดตามอาการของเอกชัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างครบถ้วน พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตาม ข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา หรือมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ธีรยุทธเปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากการรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษาพยาบาล ระบบการส่งต่อผู้ป่วย และแนวทางคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขัง เบื้องต้นประเมินได้ว่า อาการป่วยของเอกชัยยังอยู่ในศักยภาพที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถดูแลรักษาได้
ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้จากการลงพื้นที่ จะถูกนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริง เพื่อประมวลผลและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

14/10/2025
14/10/2025
17/04/2025

[ เขมรก็ใช้คำว่า “สงกรานต์” ตามไทย ว่า “Moha Sankranta” แทนคำเดิม คือ “Chaul Chnam Thmey” (โจล-ชนัม-ทเม็ย) ]
นอกจากจะมีดรามาเรื่องชื่อศิลปะการต่อสู้อย่าง “มวยไทย” ที่ถูกกัมพูชา เปลี่ยนชื่อเป็น “กุน ขแมร์” ในซีเกมส์เมื่อ ๒ ปีก่อน ที่ประเทศกัมพูชา โดยไม่ยอมใช้ชื่อ “มวย” แต่ว่าลอกกติกา “มวยไทย” มาทั้งดุ้นแล้ว ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือ “ประเพณีสงกรานต์” ที่ใน ๑-๒ ปีนี้ กัมพูชาโปรโมตใช้ชื่อประเพณีว่า “สงกรานต์ | សង្ក្រាន្ | Sankranta” ตามไทย ทั้งที่ย้อนกลับไปเมื่อ ๒-๓ ปีก่อน กัมพูชาจะใช้ชื่อประเพณีว่า “โจล-ชนัม-ทเม็ย | ចូលឆ្នាំថ្មី | Chaul Chnam Thmey”
“เทศกาลน้ำ” ในภูมิภาคนี้ก็จะมีอยู่หลายประเทศ และจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น
ประเทศเมียนมา (พม่า) เรียกว่า “ตะจาน” ภาษาพม่า : သင်္ကြန်) ภาษาอังกฤษ : Thingyan
ประเทศลาว เรียกว่า “ปีใหม่ลาว” ภาษาลาว : ປີໃຫມ່ລາວ ภาษาอังกฤษ : Lao New Year
ประเทศกัมพูชา (เขมร) เรียกว่า “โจล ชนัม ทเม็ย” ภาษาเขมร : ចូលឆ្នាំថ្មី ภาษาอังกฤษ : Chaul Chnam Thmey
ส่วนในประเทศไทย เรียกว่า “สงกรานต์” ภาษาอังกฤษ : Songkran ซึ่งคำนี้มาจากภาษาสันสกฤต “सङ्क्रान्ति | saṃkrānti” (สงฺกฺรานฺติ) มีความหมายว่า ผ่านไป, ข้ามไป, ไปด้วยกัน, เชื่อมหรือร่วมกัน, เปลี่ยนไป, ส่งต่อไป, อพยพไป, เคลื่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ไทยเราเอามาเขียนเป็น “สงกรานต์” (ต การันต์ ไม่ใช่ ติ) ความหมายทางวิชาการคือ เวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ความหมายที่เข้าใจกันคือ “เทศกาลปีใหม่ไทย”
แต่ที่น่าสนใจ ในปีนี้ ๒๕๖๗ ประเทศกัมพูชา โปรโมตและเรียก “เทศกาลน้ำ” ของประเทศตนเองว่า “สงกรานต์ | សង្ក្រាន្ | Sankranta” ตามประเทศไทย (ลิงก์โปรโมตเทศกาล : https://shorturl.asia/LyalI) ซึ่งก่อนหน้าที่ชาวเน็ตกัมพูชาบางส่วนก็พยายามเคลมคำนี้ Sankranta (សង្ក្រាន្) ว่า ปรากฏในกำแพงหินที่เขมรนะ เห็นไหมว่าคำคำนี้ กัมพูชา ไม่ได้ลอกไทยนะ แต่เดี๋ยวก่อน ต่อให้ในกำแพงหินปรากฏคำว่า “Sankranta (សង្ក្រាន្)” แต่คำนี้กัมพูชา (เขมร) ไม่เคยใช้เรียก “เทศกาลน้ำ” หรือ “เทศกาลปีใหม่” มาก่อน จนกระทั่ง ประเทศไทยทำให้ทั่วโลกรู้จักเทศกาลน้ำในนามว่า “สงกรานต์ (Songkran)” แน่นอนพอนึกถึงคำนี้ ต่างชาติก็จะนึกถึง “ประเทศไทย” มิใช่ “กัมพูชา”
ซึ่งเทศกาล “สงกรานต์ (Songkran)” ในประเทศไทย ก็ประสบความสำเร็จระดับโลก ได้สร้างชื่อและกอบโกยเงินมหาศาลจากชาวต่างชาติ จากการประสบความสำเร็จของ “สงกรานต์ไทย” นี้เอง อาจทำให้กัมพูชาเล็งเห็นแล้วว่า การจะใช้ชื่อเทศกาลน้ำว่า “โจล-ชนัม-ทเม็ย | ចូលឆ្នាំថ្មី | Chaul Chnam Thmey” แบบเดิม คงจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนประเทศไทยและสร้างรายได้มหาศาลก็คงยาก เลยเปลี่ยนชื่อเทศกาลน้ำของตนเสียเลยเป็น “สงกรานต์ | សង្ក្រាន្ | Sankranta” การทำแบบนี้เกิดภายใต้กรอบการคิดที่ว่า “วัฒนธรรมอะไรที่ประเทศไทย (สยาม) ทำนั้น คือ สิ่งที่ขโมยมาจากเขมรทั้งสิ้น” จะเสียเวลาไปสรรค์สร้างใหม่ทำไม เคลมว่าเป็นของเราคงจะง่ายเสียกว่า
และยิ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๖ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรอง ขึ้นทะเบียน “ประเพณีสงกรานต์ไทย (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival)” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ลำดับที่ ๔ ของประเทศไทย ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ ๑๘ ณ เมืองคาเซเน สาธารณรัฐบอตสวานา
ไม่นานนัก นายฮุนมาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีแผนเสนอรายชื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของกัมพูชา ต่อองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จำนวนทั้งสิ้น ๑๐ รายการ แต่รายการที่น่าสนใจ คือ “เทศกาลสงกรานต์ (Sankranta)” ซึ่งกัมพูชาได้เคยใช้ชื่อว่าเทศกาล “โจล-ชนัม-ทเม็ย | ចូលឆ្នាំថ្មី | Chaul Chnam Thmey” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “สงกรานต์ | Sankranta | សង្ក្រាន្” ตามประเทศไทย ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง
ซึ่งทางการกัมพูชา เตรียมยื่นเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนประเพณีสงกรานต์กัมพูชา ในบัญชีรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จบต้องไม่ได้ของมนุษชาติของยูเนสโก ในปี ๒๕๖๘ และคาดว่าจะได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๖๙
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการสูญหายไปของ “วัฒนธรรมเขมร” แบบดั้งเดิม ที่ผ่านมากัมพูชาถือ “วัฒนธรรมอินเดีย” เป็นวัฒนธรรมครูเหมือน “ไทย” และ “ลาว” แต่กัมพูชาก็ไม่ยอมรับวัฒนธรรมความเชื่อแบบเวียดนามที่มาจากจีน ดังนั้น กัมพูชาจะคุ้นเคยทางวัฒนธรรมกับ “ไทย” และ “ลาว” มากกว่า เพราะภูมิศาสตร์ของประเทศกัมพูชาล้อมไปด้วย “เผ่าไท” (กลุ่มตระกูลไท-กะได) กัมพูชาตอนนี้จึงอาจจะอยู่ในสภาวะ “การหลอมรวมหรือกลืนกลายทางวัฒนธรรม”
ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็กำลังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เช่น คนกัมพูชาเริ่มรู้ภาษาไทยมากขึ้น ภาษาเขมรเริ่มมีเสียงวรรณยุกต์ ศัพท์ไทยบางคำก็เริ่มจะแทรกซึมเข้าไปในภาษาเขมรมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงการแต่งกายเริ่มคล้ายไทย รสนิยมการกินการใช้ อาหาร ฯลฯ เริ่มเหมือนไทย
ทาง “ประเทศไทย” นั้นรู้จักว่าอะไรเป็น “วัฒนธรรมของไทย” อะไรเป็น “วัฒนธรรมของเขมร” แต่ในเมื่อกัมพูชาไม่รู้ จึงเลยแยกแยะไม่ได้ เมื่อแยกแยะไม่ได้จึงรับ “วัฒนธรรมไทย (สยาม)” เข้าไปเต็ม ๆ แบบไม่รู้ตัว
บรรณานุกรม
(๑) สงกรานต์ [1] (บาลีวันละคำ 336). https://dhamtara.com/?p=1973. (๒๔ มกราคม ๒๕๖๖)
(๒) สงกรานต์ 3 วัน 13-15 เม.ย.เริ่มมีเมื่อใด ปีใหม่ไทยในอดีตเปลี่ยนไปมา ชาวบ้านตามตรวจดูวันเอง. https://www.silpa-mag.com/history/article_31026. (๒๔ มกราคม ๒๕๖๖)

18/04/2024

ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ตอนหลวงพ่ออยู่วัดท่าซุงก็เจริญรุ่งเรืองกระเดื่องไปทั่วประเทศจนถึงต่างประเทศ ถ้าหากว่าหลวงพ่อตายไปจริงๆแล้ว หลวงพ่อจะมีโอกาสมาช่วยวัดได้หรือเปล่าเจ้าคะ ?

หลวงพ่อ : ผีต้องแบกวัดอีกหรือ ก็สุดแล้วแต่คนอยู่
ถ้าคนอยู่เขารู้จักก็กลับมาช่วยได้อย่างหลวงพ่อปาน
ท่านตายไปแล้ว
พระพุทธเจ้าก็นิพพานไปแล้ว เวลาที่ฉันสร้างวัดสร้างวา ฉันก็นึกถึงพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ทั้งหมด เทวดาพรหมทั้งหมด ท่านผู้มีคุณทุกท่าน แล้วท่านก็มาช่วยกัน
ถ้าฉันตายไปแล้ว
คนที่อยู่เขารู้จักฉัน
ฉันก็มาช่วยได้

ผู้ถาม : แล้วถ้าลูกหลานเป็นแสน คนโน้นก็เรียก คนนี้ก็เรียก หลวงพ่อจะไปอย่างไรครับ ?

หลวงพ่อ : ฉันก็ถืออุเบกขา
ถ้าไปบ้านนี้บ้านโน้นไม่ไป
มันก็หาว่าหลวงพ่ออคติ ใช่ไหม แต่ความจริงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฉันก็นึกถึงหลวงพ่อปาน ฉันอยู่กับหลวงพ่อปานไม่กี่เดือน ตอนนั้นฉันเจริญพระกรรมฐานก็จะไม่ค่อยดีนัก พอคลานได้ต้วมเตี้ยมๆ วันหนึ่งก็นึกถึงหลวงพ่อปานขึ้นมา ก็ขึ้นไปหาท่านที่ชั้นดุสิต ก็ไปกราบๆท่าน

ก็ถามท่านว่า "หลวงพ่อครับ เมื่อหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ลมฝนมาชาวบ้านเขาจุดธูปบอกหลวงพ่อ และบ้านเขาก็ปลอดภัย
เวลาหลวงพ่อตาย เขาจุดธูปหลวงพ่อจะทำอย่างไร
หลวงพ่อคงสบายนะ
หลวงพ่อไม่เห็นธูป"

ท่านบอก "สบายที่ไหนล่ะ หนักกว่าเลย ตอนข้ามีชีวิตอยู่
จุดที่บ้านข้าไม่เห็นมันน่ะ
อีตอนอยู่วิมาน จุดที่ไหนเห็นหมด เหนื่อยเกือบแย่เลย
ไม่มีเวลาพักเพราะเห็นหมด ได้ยินหมด ต้องช่วยมัน"

ก็เลยถามต่อไปว่า "หลวงพ่อช่วยอย่างไร หลวงพ่อองค์เดียว"

ท่านบอก "ความจริงเป็นทิพย์ (ท่านใช้ศัพท์ว่าความเป็นทิพย์) ที่ไหนเท่าไรก็ได้"

ก็หมดเรื่องกัน ไอ้ฉันก็ไม่น่าพูด ตายแล้วจะสบายเสียหน่อย เผลอตัวไปแล้วหมดท่า

(จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 80 ตุลาคม 2530 หน้า 75)

19/12/2023

ที่อยู่

สัตหีบ
Chon Buri
20180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hin35SapperMarineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Hin35SapperMarine:

แชร์