15/08/2016
"ทุ่งกุลาร้องไห้" โดย สุจิตต์ วงศ์เทศ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์
-----------------------------------------------------
กุลาเป็นพ่อค้าเร่ เดินทางเร่ขายสินค้า เช่น ง้าว (ดาบปลายกุด) เครื่องเงิน เครื่องเขิน ขันทองเหลือง เชี่ยนหมาก ผ้าแพร สีย้อมผ้า และฆ้อง เร่ร่อนไปตามหมู่บ้าน (สรุปจากเรื่อง “กุลา (บ้านโนนใหญ่) : ชาติพันธุ์” เรียบเรียงโดย คนึงนิตย์ จันทบุตร จาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2542) ดังต่อไปนี้
เนื่องจากการเดินทางในสมัยก่อนมีผู้ร้ายชุกชุม จึงมักไปเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10-20 คน นำสินค้าเดินทางเร่ขายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ รอนแรมไปตามหมู่บ้าน ค่ำไหนนอนนั่น ส่วนมากจะอาศัยนอนตามศาลาวัด เมื่อสินค้าที่นำมาขายหมดก็จะขึ้นไปซื้อสินค้านำลงมาขายใหม่ แต่จะไปโดยไม่ให้เสียเที่ยว เพราะเขาจะต้องซื้อสินค้าจากภาคอีสานขึ้นไปขายด้วย เมื่อขายหมดก็จะซื้อสินค้าจากเหนือลงมาขายอีก กลับไปแต่ละทีก็จะชวนญาติพี่น้อง พวกพ้องที่สนิทสนม นำสินค้าตามมาขายด้วย
Junko Koisumi (จุนโกะ โคอิซูมิ) เขียนไว้ในบทความเรื่อง “ทำไมกุลาจึงร้องไห้” กล่าวถึงการเข้ามาของชนเผ่ากุลาในปี พ.ศ.2381 ในสมัย ร.3 ว่า
“ชาวต้องซู่ (กุลา) จะมาเป็นกลุ่มจากมะละแหม่ง (เมาะลำเลิง-เมืองมอลเมียน ที่ว่าราชการของมณฑลตะนาวศรี) ผ่านจังหวัดตากหรือเมืองระแหงนำสินค้ามาขายระหว่างทาง และซื้อช้างและวัวกลับไปยังบ้านเกิดของตน ช้าง งาช้าง เขาสัตว์ ไหม วัว และควาย เป็นสินค้าที่นิยมในการซื้อขายของกุลา (ต้องซู่) ในแถบนครราชสีมา และลาวเหนือ”
เหตุที่การค้าของกุลาเฟื่องฟู เพราะได้รับอภิสิทธิ์ด้านการค้าตามสนธิสัญญาบาวริ่ง พ.ศ.2398 เนื่องจากชาวกุลาถือเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อทำความผิดไม่ต้องขึ้นตรงต่อศาลไทย แต่ขึ้นตรงต่อศาลกงสุลอังกฤษ รัฐบาลไทยให้ความสะดวกในการค้าขายตามพันธสัญญาบาวริ่ง
กุลาจำนวนมากมักจะมาจากมะละแหม่ง (เมาะลำเลิง) และเดินทางค้าขายไปมาระหว่างมะละแหม่งกับอีสาน ดังเรื่องเล่าของหม่องคำ
หม่องคำ เกิดในกลางปี ค.ศ.1845 (พ.ศ.2388) ในหมู่บ้านมะละแหม่ง เขาเดินทางไปยังลาวตะวันออก พร้อมพรรคพวก 32 คน ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 30 ปี เขาซื้อวัวควายที่นครพนมและท่าอุเทน เขาขายไปในระหว่างการเดินทาง ปีต่อมาเขาก็เดินทางมาค้าขายอีก เขาซื้อช้าง 3 เชือกที่พนัสนิคม ขากลับไปมะละแหม่งเขาไปพักที่หมู่บ้านเขวาที่หนองหาน และติดพันหญิงพื้นเมืองและได้แต่งงานกับหล่อน สองเดือนต่อมาหม่องคำและพรรคพวกกลับไปที่มะละแหม่ง 2 ปีต่อมาจึงได้กลับมาอีก
มีชาวกุลาจำนวนไม่น้อยที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังปรากฏว่ามีกุลา 60 คน ที่แต่งงานกับหญิงพื้นเมือง และตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านโนนใหญ่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี
อาชีพอีกประการหนึ่งของชาวกุลา คือการทำบ่อพลอย เมื่อมีการขุดค้นพบพลอยสีแถวจันทบุรี พระตะบอง ชาวกุลาจำนวนหนึ่งหลั่งไหลไปขุดพลอย ดังปรากฏรายงานของกงสุลอังกฤษ แจ้งว่ามีต้องซู่หรือกุลาถึง 3,000 คน ที่จังหวัดตราด และอีก 2,000 คน ที่จังหวัดพระตะบอง
เส้นทางการค้าที่สำคัญสำหรับเดินทางมาภาคกลางมี 3 เส้นทาง
เส้นทางแรก เดินทางผ่านดงพญาไฟลงไปปากเพรียว จ.สระบุรี
เส้นทางที่ 2 ผ่านดงพญากลางไป อ.สนามแจง จ.ลพบุรี
เส้นทางที่ 3 ลงมาทางช่องตะโก ซึ่งเป็นช่องเขาระหว่าง จ.นครราชสีมา ไปกบินทร์บุรี ลงไปขายที่พนัสนิคม พนมสารคาม และนครนายก
นอกจากนี้ยังนำไปขายที่มะละแหม่ง โดยผ่านไปตามมณฑลเพชรบูรณ์ไประแหง (จ.ตาก)
อุปสรรคปัญหาสำคัญของการค้า คือโจรผู้ร้ายชุกชุม ชาวกุลา หรือชาวจีนมักประสบปัญหาการถูกโจรปล้นสะดมเอาเงินทอง วัว ควาย ไปบ่อยๆ แต่บางครั้งก็พบว่าชาวกุลาตั้งตัวเป็นโจรปล้นสะดมเอาเงินทอง วัว ควาย หรือรับซื้อของโจร เช่น กรณีอ้ายตังแกโบ เมืองแสนปาง นครจำปาศักดิ์
ชาวกุลาเป็นผู้กล้าหาญอดทน ไม่กลัวใคร แต่แม้กระนั้นเมื่อเดินทางรอนแรมมายังบริเวณทุ่งกว้างระหว่าง จ.ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม อุบลราชธานี และยโสธร ความแห้งแล้งทุรกันดารของพื้นที่ เป็นผลให้เลือดนักสู้อย่างชาวกุลาก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้ บริเวณตรงนี้จึงเป็นที่เรียกขานกันมาว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” หมายความว่า แม้กุลาเองก็ยังร้องไห้ แสดงถึงความทุรกันดารของพื้นที่อันหาที่เปรียบมิได้
ชนชาติตองสู้ กุลาร้องไห้
ตองสู้ เป็นชนชาติกุลา หรือไทยใหญ่ ที่เข้ามาค้าขายในภาคอีสาน ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า “กุลา” แต่เอกสารราชการเรียกว่า “ต้องสู้” หรือ “ตองสู้” หรือ “ตองซู่”
คำว่า กุลา นี้ ในเอกสารเก่าใช้ว่า “คุลา” ก็มี “กุหล่า” ก็มี
ชาวตองสู้ เข้ามาค้าขายเป็นพ่อค้าเร่ ขนสินค้าจากเมืองหนึ่งไปขายอีกเมืองหนึ่ง โดยใช้วัวต่างหรือกองเกวียน หรือจ้างกรรมกรแบกหามไปก็มี แต่กระนั้นก็ตามสินค้าที่ชาวตองสู้นำจากหัวเมืองอีสานไปขายที่ภาคกลาง เช่น เมืองสระบุรี (ในเอกสารเรียกว่า เมืองปากเพรียว) ปราจีนบุรี กบินทร์บุรี และจันทบุรี ส่วนใหญ่จะเป็น วัว ควาย ม้า (จำนวนน้อย)
ขบวนสินค้าของชาวตองสู้มักจะมีผู้คน จำนวนมาก มีทั้งชาวตองสู้ (จำนวนหนึ่งไม่มากนัก) และชาวอีสานจำนวนมากที่รับจ้างเป็นกรรมกรช่วยเหลือในการแบกขนสินค้า หรือดูแลไล่ต้อนวัวควาย ฉะนั้นชาวอีสานจึงมักเรียกหัวหน้าขบวนสินค้าที่เป็นชาวตองสู้ว่า “นายฮ้อย” (หมายถึงผู้เป็นหัวหน้าพ่อค้าวัวต่าง)
ชาวตองสู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองมะละแหม่ง (ประเทศพม่าตอนใต้) เดินทางเข้ามาค้าขายผ่านเมืองตาก เมืองระแหง เมืองกำแพงเพชร ผ่านเพชรบูรณ์ หรือสระบุรี ขึ้นไปภาคอีสาน
ดังกรณี หม่องคำ (ตองสู้) ดังปรากฏอยู่ในเอกสาร กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ร.ศ.110 (พ.ศ.2434) (ใบบอกจากเมืองต่างๆ) “เรื่องนายร้อยเอกนายบุ้ง หลวงแพง หลวงพร้อม หลวงบำรุงโยธา นั่งพร้อมกันในค่ายเมืองหนองคายได้ถามฮ้อยคำตองสู้” วันที่ 27 กันยายน ร.ศ.110 ว่า
“หม่องคำ เกิดกลางปี พ.ศ.2383 ที่เมืองมะละแหม่ง เดินทางมาภาคอีสานครั้งแรกกับเพื่อน 32 คน อายุประมาณ 30 ปี ซื้อวัวควายที่เมืองนครพนม ท่าอุเทน และนำไปขายตามเมืองต่างๆ ที่ผ่านกลับไปบ้านเกิด ปีรุ่งข