Le Dekha ผลิตภัณฑ์ปลาทะเลจากเชฟญี่ปุ่น

พืชกระท่อม” ในปี 2522 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ขึ้นบัญชีพืชพื้นถิ่นหลายชนิด เช่น กระท่อม กัญชา เห็ดขี้ควาย ...
13/05/2024

พืชกระท่อม”

ในปี 2522 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ขึ้นบัญชีพืชพื้นถิ่นหลายชนิด เช่น กระท่อม กัญชา เห็ดขี้ควาย และฝิ่น ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยรัฐให้เหตุผลว่าพืชกระท่อมอาจทำให้เกิดการเสพติดและเกิดอาการถอนยาได้เมื่อหยุดเสพ ตั้งแต่นั้นมา ใบกระท่อมก็หายไปจากพื้นที่ชีวิตของผู้คน การศึกษาวิจัยพืชกระท่อมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือการศึกษาวิจัยในมนุษย์ก็ไม่สามารถทำได้

จนปี 2562 เริ่มมีการทบทวน แก้ไขและออกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ปลดล็อกพืชกระท่อมและกัญชาให้สามารถใช้ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์หรือนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ ต่อมา พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2564 ก็ได้ให้พืชกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยสมบูรณ์ และล่าสุด พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 เปิดเสรีให้ปลูก ครอบครอง และขายพืชกระท่อมได้ ทั้งนี้ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ยา สมุนไพร เครื่องสำอาง ให้ขออนุญาตตามกฎหมายเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ส่วนการนำเข้าและส่งออกใบกระท่อมต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.)

กระท่อมในวิถีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
ในอดีต พืชกระท่อมมีบทบาทในวิถีชีวิตผู้คน ทั้งในมิติสังคม วัฒนธรรมและการแพทย์ ดังนี้

กระท่อมในพื้นที่ทางสังคม งานประเพณี วัฒนธรรม งานบวช งานแต่งงาน งานศพ จะมีการใช้ใบกระท่อมสด ร่วมกับหมาก พลู น้ำชา ยาเส้น เพื่อเป็นการต้อนรับแขกผู้มาเยือนบ้าน หรือเคี้ยวใบกระท่อมสด ร่วมกับน้ำชา กาแฟ ในร้านน้ำชา ร้านกาแฟ เพื่อเป็นการสังสรรค์และเข้าสังคม
นอกจากนี้ ในงานของกลุ่มคนที่เล่นวัวชน ไก่ชน หรือกลุ่มนักแสดงพื้นบ้านในภาคใต้ เช่น หนังตะลุง ก็นิยมเคี้ยวใบกระท่อมเพื่อไม่ให้ง่วงนอน และเกิดอารมณ์ร่วมในการบรรเลงเพลงและการแสดงต่าง ๆ

กระท่อมในฐานะยาชูกำลัง กลุ่มผู้ใช้แรงงาน อาทิ เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนยาง ชาวประมง กรรมกร คนขับรถขนส่ง รถโดยสาร นิยมเคี้ยวใบกระท่อมสดก่อนจะออกไปทำงาน โดยเชื่อว่าจะทำให้มีกำลังและความอดทนต่อการทำงานยิ่งขึ้น
กระท่อมเป็นยา ในทางการแพทย์พื้นบ้าน หมอพื้นบ้านนิยมใช้กระท่อมทำยาสมุนไพร ทั้งในรูปยาเดี่ยว หรือเป็นตำรับยาพื้นบ้าน เพื่อรักษาโรคและอาการต่าง ๆ อาทิ ไข้หวัด ท้องเสีย บิด ปวดเมื่อย แก้ไอ ลดความดันโลหิต รักษาโรคเบาหวาน โรคกระเพาะอาหาร เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้นอนหลับง่าย และใช้ทดแทนหรือบำบัดอาการถอนยาจากการเสพติด เช่น ฝิ่น เฮโรอีน
ในส่วนของแพทย์แผนไทย พบตำรับยาแผนไทยที่มีพืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบในคัมภีร์แพทย์แผนโบราณของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ เล่ม 1-3 ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ตำราเวชศึกษาของพระยาพิศณุประสาทเวช และจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ซึ่งได้แก่ ตำรับยาประสะใบกระท่อม ยาหนุมานจองถนนปิดมหาสมุทร ยาแก้บิดลงเป็นเลือด ยาแก้บิดหัวลูก ยาประสะกานแดง เป็นต้น โดยมีสรรพคุณสำคัญในการรักษาโรคบิด ท้องร่วง ท้องเสีย แก้ปวดมวนท้อง ปวดเบ่ง ท้องเฟ้อ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น
ไมทราไจนีน” สารแก้ปวดและลดอักเสบในใบกระท่อม
ใบของพืชกระท่อมเป็นส่วนที่มักใช้เป็นยาสมุนไพร ทั้งในรูปยาเดี่ยว หรือเป็นตำรับยาพื้นบ้าน เพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งสรรพคุณทางยามาจากสารไมทราไจนีน ซึ่งสารตัวนี้พบแค่ในพืชกระท่อมเท่านั้น ไม่พบที่ต้นไม้ชนิดอื่นแม้จะอยู่ในตระกูลเดียวกัน

“ในการศึกษาวิจัยพบว่าสารไมทราไจนีน มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบและแก้ปวดในระดับปานกลางถึงค่อนข้างรุนแรงได้ เราจึงอาจนำกระท่อมมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาแก้ปวด ที่มีสรรพคุณทางยาเทียบเท่ากับ “ทรามาดอล” ที่เป็นเคมี”
อาจด้วยฤทธิ์คลายปวดและลดการอักเสบของไมทราไจนีนในใบกระท่อม ที่ทำให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานนิยมใช้พืชกระท่อมเป็นเสมือนยาชูกำลัง คลายปวด ลดเมื่อย

“คนกลุ่มนี้นิยมเคี้ยวใบกระท่อมสดก่อนออกไปทำงาน โดยเชื่อว่าจะทำให้รู้สึกแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า ทำงานได้นาน ไม่เหนื่อยล้า ไม่ปวดเมื่อย ไม่ง่วงนอน ทนต่อความร้อน สามารถทำงานกลางแดดได้นานยิ่งขึ้น”

อาจารย์ธงชัย กล่าวเสริมว่าจากผลการศึกษาการใช้ใบกระท่อมเป็นประจำในภาคใต้ของไทย ยังไม่พบการเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพอย่างชัดเจน

กระท่อม ศักยภาพเป็นยารักษาอีกหลายโรค
นอกจากฤทธิ์ในการลดปวด แก้อาการอักเสบแล้ว อาจารย์ธงชัยกล่าวถึงการศึกษาวิจัยที่พบว่าพืชกระท่อมอาจมีฤทธิ์ในการรักษาโรคอื่น ๆ อีกด้วย ได้แก่ ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ลดอาการท้องเสีย ลดความอยากอาหาร ฤทธิ์ต้านปรสิตและเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านอาการวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และโรคจิต
กระท่อม บำบัดและถอนยาเสพติดร้ายแรง
หนึ่งในศักยภาพสำคัญของกระท่อมคือใช้ทดแทนหรือบำบัดอาการถอนยาจากการเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ ฝิ่น เฮโรอีน หรือยาเสพติดชนิดอื่น ๆ

“พืชกระท่อมมีฤทธิ์แก้ปวดคล้ายมอร์ฟีน แต่อันตรายน้อยกว่า โอกาสติดน้อยกว่า ดังนั้น คนในบางประเทศจึงมีการนำกระท่อมมาใช้เป็นยาสำหรับการถอนยาเสพติดชนิดแรง ๆ ตัวอื่น ๆ แทนการใช้ยาถอนยาเสพติดที่ทำมาจากเคมีในปัจจุบัน”

ด้วยความที่ใบกระท่อมมีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน หลายคนกังวลว่าจะมีการใช้พืชกระท่อมเป็นสารตั้งต้นเพื่อผลิตยา

“เรื่องนี้เป็นไปได้ยาก ด้วยตัวกระท่อมเอง ไม่สามารถนำมาเป็นสารตั้งต้นการผลิตยาเสพติดได้ และการจะนำสารสำคัญในใบกระท่อมไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดตัวอื่นก็ไม่ง่ายเช่นกัน การสกัดเอาไมทราไจนีนออกมาให้บริสุทธิ์นั้นไม่ง่าย มีขั้นตอนที่ซับซ้อนพอสมควร อีกประการต้นทุนในการผลิตก็สูง” อาจารย์ธงชัยกล่าว

ผลิตภัณฑ์จากพืชกระท่อม
แม้พืชกระท่อมจะไม่ใช่ยาเสพติดในทางกฎหมาย แต่การนำพืชกระท่อมไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ต้องศึกษาให้ดี เพราะการทำผลิตภัณฑ์จากกระท่อมบางอย่างอาจเข้าข่ายการผลิตยาเสพติด อาจารย์ธงชัยกล่าวเตือน

“ถ้าทำน้ำกระท่อม ชากระท่อมในครัวเรือนของตนเอง ไม่มีการซื้อขาย ก็สามารถทำและใช้ได้เลย ไม่ต้องขออนุญาต แต่ถ้าจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากใบกระท่อมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ยา อาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง เพื่อขาย จำเป็นต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้น ใครที่คิดจะทำธุรกิจเกี่ยวกับพืชกระท่อม ขอให้ปรึกษา อย. หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ก่อนดำเนินการทำผลิตภัณฑ์นั้น ๆ” อาจารย์ธงชัยให้คำแนะนำ

ข้อควรระวังในการใช้พืชกระท่อม
แม้พืชกระท่อมจะมีสรรพคุณทางยา มีประโยชน์ โทษน้อย แต่อาจารย์ธงชัยแนะนำว่า “ให้ใช้เฉพาะที่จำเป็น จะดีที่สุด”

“สำหรับผู้ใหญ่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ ให้ใช้วิธีดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น ทานอาหารให้ครบถ้วนอย่างถูกต้อง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ และไม่เครียด หรือลดความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม แต่ถ้ามีความต้องการหรือมีความจำเป็นต้องใช้ใบกระท่อมหรือผลิตภัณฑ์จากใบกระท่อม ก็ควรใช้อย่างถูกต้อง ปรึกษาผู้รู้ และระมัดระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น” ทั้งนี้ อาจารย์ธงชัยให้ข้อควรระวังในการใช้ใบกระท่อม ดังนี้

ห้ามเด็กใช้ เพราะมีความเสี่ยงที่เด็กจะเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ง่ายกว่า เช่น ลมชัก อาการทางจิตและประสาท และเมื่อเริ่มใช้แล้ว อาจชักนำไปสู่การใช้ยาเสพติดให้โทษที่รุนแรงมากขึ้นได้
ผู้ที่ตั้งครรภ์ห้ามใช้โดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดความเสี่ยงที่เด็กในครรภ์ เมื่อคลอดออกมาแล้ว เด็กอาจมีอาการติดยาได้
ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต ห้ามใช้
อย่าใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ให้ใช้ตามที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ใบกระท่อมแต่ละชนิด
ถ้าพบว่าเมื่อใช้แล้ว มีอาการข้างเคียง เช่น ใจสั่น กระวนกระวาย คลื่นไส้ อาเจียน ก็ให้หยุดใช้ และอย่าใช้อีก เพราะอาจเกิดอันตรายขึ้นได้
ถ้ามีการใช้ยารักษาโรคเป็นประจำ และอยากใช้ใบกระท่อมหรือผลิตภัณฑ์จากใบกระท่อม ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หรือ ถ้าใช้ใบกระท่อมอยู่เป็นประจำ เมื่อไม่สบาย ต้องไปพบแพทย์และเภสัชกร ให้แจ้งด้วยว่า มีการใช้ใบกระท่อมหรือผลิตภัณฑ์จากใบกระท่อมอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีกันของยาและเกิดพิษจากยาขึ้นได้
อาจารย์ธงชัยกล่าวเพิ่มเติมถึงข้อห้ามในการใช้ใบกระท่อมร่วมกับยาแผนปัจจุบันหรือยาอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

ผู้ที่ใช้กัญชา (ยา) ห้ามใช้กระท่อมควบคู่กัน เพราะกระท่อมจะทำให้ฤทธิ์ของกัญชาแรงขึ้น
สำหรับคนเป็นเบาหวานให้ระวัง จากการวิจัยพบว่า กระท่อมมีสารที่ไปช่วยการลดน้ำตาลในกระแสเลือด ถ้าใช้ควบคู่กับผู้ที่ต้องทานยาเบาหวาน หรือที่ต้องฉีดอินซูลินใต้ผิวหนังเป็นประจำ อาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (ไฮโปไกลซีเมีย) ได้
ท้ายที่สุด กระท่อมมีประโยชน์มาก แต่ก็มีโทษเช่นกัน หากใช้ในทางที่ผิด และปราศจากการควบคุมที่เหมาะสม “มีผู้เอาใบกระท่อมไปเสพเพื่อสันทนาการ โดยผสมกับสารอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายมากขึ้น เช่น ยาน้ำแก้ไอ ยากันยุง น้ำอัดลม ผงในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น เป็นสูตรที่เรียกว่า 4X100 เพื่อให้มีฤทธิ์มึนเมารุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้เสพมาก” อาจารย์ธงชัยกล่าว “การใช้พืชกระท่อมหรือกัญชาควรเป็นไปเพื่อประโยชน์เฉพาะด้านการแพทย์เท่านั้น ไม่ควรใช้เพื่อการสันทนาการ และจำเป็นต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดการใช้ไปในทางที่ผิด

จุฬาฯสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่สังคม

เลี้ยงลูกให้มีความรับผิดชอบแบบคนญี่ปุ่นเด็กถูกฝึกให้พึ่งพาตัวเอง …ส่วนใหญ่เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่นคือ “ให้โตขึ...
13/05/2024

เลี้ยงลูกให้มีความรับผิดชอบแบบคนญี่ปุ่น

เด็กถูกฝึกให้พึ่งพาตัวเอง …ส่วนใหญ่เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่นคือ “ให้โตขึ้นแล้วเอาตัวเองรอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ตลอดไป”

คนญี่ปุ่นสอนเด็กอย่างไร
**"การใช้คำพูดดีๆ กับเด็ก แม่ชาวญี่ปุ่นไม่ค่อยแสดงอาการก้าวร้าว ไม่พอใจ ตำหนิหรือตวาดด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่จะใช้วิธีค่อยๆพูดอธิบายลูกอย่างสุภาพและใจเย็น โดยบอกผลเสียที่เกิดจากพฤติกรรมของลูก ทำให้เด็กสำนึกถึงการกระทำนั้นแล้วจึงค่อยปรับลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ดิฉันคิดว่าเป็นวิธีที่ดีมาก เพราะคำตวาดและคำพูดจาทำร้ายจิตใจจะฝังลงในจิตใต้สำนึกของเด็กทำให้เด็กโตมาเป็นคนหวาดระแวง มีความคิดด้านลบและรู้สึกว่าไม่ได้รับความรักอย่างเพียงพอ จึงเกิดความ เหงา ว้าเหว่ ไม่มั่นใจ และไม่ภูมิใจในตัวเอง

***คติสอนใจในภาพยนตร์ญี่ปุ่น ทั้งการ์ตูนและซีรีย์ญี่ปุ่นมักจะมีคติสอนใจแบบเดียวกันคือ “สู้ต่อไป” และ “ทำเพื่อส่วนรวม” ซึ่งเน้นความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองโดยการทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความพยายาม ไม่ท้อถอย ไม่หวั่นไหวเมื่อมีอุปสรรค รวมไปถึงการยอมลำบาก ยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม สิ่งเหล่านี้สะท้อนทัศนคติชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี
เป็นการปลูกฝังในวัยเด็กจะเน้นให้เด็กทำตามสิ่งที่คนอื่นบอกมากกว่าการทำตามใจตัวเอง ดังนั้นเด็กญี่ปุ่นจะมีการกำกับควบคุมตัวเอง มีระเบียบวินัยและมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ซึ่งต่างจากเด็กชาวตะวันตกที่ถูกเลี้ยงดูมาในลักษณะกล้าแสดงออกบอกความรู้สึกตัวเอง อย่างไรก็ตามหากเข้มงวดมากเกินไปต่อความรู้สึกของผู้อื่น เด็กก็จะโตมาเป็นคนช่างวิตกกังวลและไม่เป็นตัวของตัวเองได้เช่นกัน ดังนั้นที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าการเลี้ยงลูกแบบชาวญี่ปุ่นจะดีไปทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็เป็นการเลี้ยงที่สร้างเด็กที่มีระเบียบวินัย รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
ไขข้อข้องใจ ทำไม

การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด เพราะ ผู้ชายญี่ปุ่นในฐานะหัวหน้าครอบครัวมักจะทำงานหนัก กลับบ้านดึก จึงมอบหมายหน้าที่การเลี้ยงดูลูกให้กับคนเป็นแม่ ทำหน้าที่หลักในการดูแลบ้าน สามี และลูกๆ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยอมรับหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจ เมื่อมีลูกก็มักจะลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว การดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความรักทำให้เด็กมีพัฒนาการดีและยังมีเวลาอบรมสั่งสอนลูกอย่างเต็มที่

**"เด็กถูกฝึกให้พึ่งพาตัวเอง ส่วนใหญ่เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของชาวญี่ปุ่นคือ “ให้โตขึ้นแล้วเอาตัวเองรอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ตลอดไป” คนญี่ปุ่นจึงเลี้ยงลูกแบบไม่ประคบประหงมและฝึกให้เด็กพึ่งพาตัวเองได้ เด็กญี่ปุ่นส่วนมากเมื่ออายุได้ 2 ขวบ คุณพ่อคุณแม่จะลองปล่อยให้ลูกน้อยได้ช่วยเหลือตัวเองเท่าที่จะทำได้โดยดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ให้ลองใส่เสื้อผ้าเอง ตักข้าวกินเอง ขับถ่าย แปรงฟันเอง ติดกระดุม ฯลฯ เมื่อลูกๆทำได้จะได้รับคำชมเชย แต่ก็จะไม่เร่งรัดเกินไปหากเด็กยังทำไม่ได้ เมื่ออายุราว 4-5 ขวบ เด็กๆจะมีตารางความรับผิดชอบตัวเองเช่น รับประทานอาหารบนโต๊ะ แปรงฟัน ล้างหน้า ดูแลน้อง และพ่อแม่ให้ช่วยหยิบนั่นหยิบนี่ จัดเตรียมเสื้อผ้าเอง หรือไปซื้อของบางอย่างจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านโดยให้มีเพื่อนไปด้วย

เมื่อเริ่มโตเข้าโรงเรียนอายุ 6-7 ขวบ พ่อแม่จะให้ลูกอาบน้ำแต่งตัวและนั่งไปโรงเรียนแต่เพียงลำพัง โดยคุณแม่ชาวญี่ปุ่นบอกว่า การปล่อยให้ลูกไปโรงเรียนเองจะทำให้เด็กฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตามที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นกล้าปล่อยเด็กไปเองเพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปลอดภัย สูง

#พ่อแม่มอบหมายหน้าที่ทำงานบ้าน พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังมอบหมายหน้าที่ทำงานบ้านให้กับลูกๆด้วย ซึ่งไม่ใช่การสั่งให้ทำทันที แต่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง เช่น ล้างจานทุกเย็น ถูบ้านทุกวันเสาร์ เก็บห้องทุกอาทิตย์ ฯลฯ ยังมีผลวิจัยระบุว่าการมอบหมายหน้าที่ทำงานบ้านให้เด็กจะทำให้เด็กโตมามีความรับผิดชอบและรู้จักจัดสรรเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเด็กจะต้องคิดว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น เวลาไหนควรทำการบ้าน ทำงานบ้าน เล่นกับเพื่อน ฯลฯ

เด็กๆจะมองว่างานบ้านเป็นความรับผิดชอบของตัวเองในฐานะสมาชิกหนึ่งของครอบครัว ซึ่งข้อนี้ต่างจากหลายๆครอบครัวในประเทศไทยที่อาจคิดว่าเด็กๆมีหน้าที่เพียงแค่เรียนอย่างเดียว การไม่ให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านเลยกลับจะทำให้เด็กโตมาไร้ระเบียบวินัยและไม่มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น
พ่อแม่สอนเรื่องความเกรงใจและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจะเน้นสอนเรื่องมารยาทสังคม การไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่พูดจาไม่ดีทำร้ายจิตใจคนอื่น (ถึงแม้ในใจอาจไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ) ดังนั้นเด็กญี่ปุ่นเมื่อเข้าที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต รถไฟ จะสำรวมเรียบร้อยไม่ส่งเสียงดัง เพราะถูกพ่อแม่และครูสอนมาตั้งแต่เล็กว่า “ก่อนพูดหรือทำอะไร ให้คิดถึงคนรอบข้างเสมอ” ทุกการกระทำของเด็กจะถูกไตร่ตรองมาแล้วว่าไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เด็กจึงควบคุมพฤติกรรมตนเองให้เหมาะสมและรู้จักยับยั้งชั่งใจ เมื่อโตมาบุคลิกภาพของคนญี่ปุ่นจึงมีความขี้เกรงใจแบบสุดๆ และมีระเบียบวินัยมาก เช่น ไม่กล้าแซงคิว รีบโทรมาบอกหากต้องการเลื่อนนัด ไม่คุยกันในรถไฟฟ้าหรือในลิฟต์
ต่างจากไทย
อย่างไรก็ดี การถูกเลี้ยงดูแบบนี้ยังทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสูงเมื่อทำความผิด และมีความละอายต่อความผิดพลาดจากการกระทำของตนจนถึงขั้นโทษตัวเอง ดังจะเห็นได้จาก การฮาราคีรีหรือคว้านท้องตัวเองในสมัยโบราณเมื่อพ่ายแพ้ต่อศัตรู การที่ประธานบริษัทหลายๆแห่งการออกมากล่าวคำนับขอโทษและรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อดำเนินการบริหารผิดพลาด หรือแม้แต่การฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นก็มีสาเหตุมาจากการรู้สึกที่ต้องชดใช้ความผิด เช่น สอบเข้าไม่ได้ ตกงาน

***โรงเรียนสอนความรับผิดชอบและหน้าที่ต่อส่วนรวม เด็กๆที่โรงเรียนจะได้รับมอบหมายความรับผิดชอบ เช่น ในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน เด็กจะมีเวรในการไปนำอาหารจากห้องปรุงมายังห้องเรียน และคนเป็นเวรก็จะต้องตักอาหารใส่ถาดให้เพื่อนๆทั้งห้อง แต่ละโต๊ะต้องส่งตัวแทนมารับนมและขนม หากมีอาหารส่วนกลางเหลือ เด็กจะวางแผนแจกจ่ายจนหมดโดยการเป่ายิ้งฉุบหรือการแข่งขันอื่นๆ พอรับประทานเสร็จ (ซึ่งจะต้องรับประทานให้หมด) เด็กจะต้องเก็บถาดอาหาร แปรงฟัน เช็ดโต๊ะ ถูพื้นห้องและพื้นที่ส่วนกลางต่างๆของโรงเรียนด้วย ก่อนที่จะไปเล่นได้ในช่วงพักกลางวัน

www.marumura.com 日本が大好き วาไรตี้เว็บไซต์สำหรับคนรักญี่ปุ่น

13/05/2024

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับสังคมส่วนรวมมากกว่าตัวเอง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สังคมญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นสังคมแบบ “กลุ่ม” ซึ่งความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มจะถูกผูกมัดกันด้วย “หน้าที่และความรับผิดชอบ” ที่บุคคลคนนั้นควรปฏิบัติต่อกลุ่ม ซึ่งความสัมพันธ์ที่ถูกสืบทอดกันมาหลายรุ่นอายุคน จึงกลายเป็นเหมือนกับสิ่งที่ปลูกฝังให้คนญี่ปุ่น กลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงและมีการนึกถึงมารยาทส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนไปโดยปริยาย

แล้ว กิริ (義理) และ นินโจ (人情) มีความเกี่ยวข้องกับคนญี่ปุ่นยังไง?

สองสิ่งนี้หากแปลตรงๆ จะมีความหมายว่า “หน้าที่ หรือ พันธกิจ” แต่ความแตกต่างระหว่างสองคำนี้คือ “กิริ” คือ หน้าที่ที่บุคคลคนหนึ่งพึงปฏิบัติต่อส่วนรวม หรือตามบทบาทที่ตนเองกำลังสวมอยู่ เช่น บทบาทของพนักงาน เพื่อนบ้าน พลเมือง ส่วน “นินโจ” คือ หน้าที่ที่มีความเกี่ยวโยงกันทางความสัมพันธ์ เช่น ครอบครัว คนรัก หรือแม้กระทั่งตัวเอง เช่น การดูแลสมาชิกภายในบ้าน การแบ่งเวลาให้กับคนที่รัก การใส่ใจตัวเอง เช่น
เด็กถูกฝึกให้พึ่งพาตัวเอง …ส่วนใหญ่เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่นคือ “ให้โตขึ้นแล้วเอาตัวเองรอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ตลอดไป”

13/05/2024

วันนี้มีสาระดีดีมาฝากไขข้อข้องใจ
มักจะมีคนถามว่า
ครอบครัวญี่ปุ่นจะมีพ่อแม่และลูก โดยแม่จะทำหน้าที่แม่บ้านเต็มตัว ไม่มีคนรับใช้ ครอบครัวไทยจะมีคนรับใช้

主婦:shufu :ชุฟุ หรือแม่บ้าน เป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ทำหน้าที่หลัก ๆ คือ รับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าย,การดูแลเลี้ยงดูลูกด้วย ความฝันฝันของเด็กผู้หญิงญี่ปุ่น

สังคมญี่ปุ่นนั้นเมื่อผู้หญิงแต่งงานแล้วส่วนใหญ่จะลาออกจากงานเพื่อทำหน้าที่ภรรยาอย่างเต็มตัว เรียกกันว่า 専業主婦:sengyou shufu :เซนเกียว ชุฟุ นั่นเอง แต่บางส่วนถึงจะแต่งงานแล้วก็ยังคงทำงานต่อไปจนกว่าจะมีลูก แล้วถึงจะลาออกจากงานมาดูแลเลี้ยงดูลูกในช่วงแรก แล้วกลับไปทำงานใหม่อีกครั้งเมื่อลูกโตจนส่งเข้าโรงเรียนได้ก็มีให้เห็นอยู่มากในสังคมปัจจุบัน

หน้าที่หลัก “แม่บ้านญี่ปุ่น” นั้นมีอะไรบ้าง

** Master Chef

เนื่องจาก สังคมในญี่ปุ่นจะทานอาหารที่บ้าน ทำอาหารเช้าทพข้าวกล่องเบนโตะให้คุณสามีและคุณลูกค่าครองชีพในประเทศญี่ปุ่นนี้ค่อนข้างสูง การปลูกพืชผักข้างบ้านในชุมชน,ซื้อวัตถุดิบจากตลาด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วนำมาปรุงเองที่บ้านนั้นเป็นอาหารเพืีอสุขภาพของคนในครอบครัว

ดังนั้นแม่บ้านก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบหุงหาอาหารให้กับสมาชิกในครอบครัว เป็นเชฟประจำบ้านกันไป สาว ๆ ก่อนแต่งงานมักจะนิยมไปลงคอร์สเรียนทำอาหาร เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์ปลายจวักเตรียมพร้อมความเป็นแม่บ้านของสามีในอนาคต

ส่วนแม่บ้านต่างชาติเวลาอยากทานอาหารของบ้านเกิด ที่ไม่มีขายตามร้านอาหารทั่วไปหรือมีแต่ไม่ถูกปาก ก็ต้องจัดการเอง ดัดแปลงวัตถุดิบกันเองเลย ทั้ง ๆ ที่อยู่เมืองไทยไม่ค่อยจะเคยย่างกรายเข้าครัวมาก่อน เรื่องนี้แม่บ้านคนไทยในต่างประเทศคงจะอ่านไป

***กูรูเช็คของลดราในแต่ละซุปเปอร์มาร์เก็ตปกติแม่บ้านญี่ปุ่นก็จะหาข้อมูลจากใบปลิวที่ถูกนำมาไว้ในตู้จดหมายนอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับราคาสินค้าแต่ละอย่าง เทียบราคากันแต่ละซุปเปอร์ที่ในละแวกบ้านว่าที่นี่อะไรถูก ที่นั่นอะไรแพงก็จะสามารถแยกได้ว่าจะซื้อที่ไหนอะไรจดไวในลิสต์ และเช็คเปรียบเทียบกับวันที่สุ่งซื้อ หรือเด็กทางไปซื้อว่าราคาแตกต่างกัน

ดูแลเงินเดือนทั้งหมดของตนเองบริหารจัดการจ่ายเงินรายเดือน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครอบครัว
พนักงานทำความสะอาดผู้รอบรู้เรื่องสภาพอากาศประจำวัน ?

พอพูดถึงคำว่าแม่บ้าน ปุ๊บ! ภาพผู้หญิงใส่ผ้ากันเปื้อน มือขวาจับเครื่องดูดฝุ่น มือซ้ายถือไม้ปัดฝุ่นลอยขึ้นมาในหัวใช่ไหม แต่ที่นี่ใช้น้องโรบอ็ต
สั่ง
**รอบรู้เรื่องสภาพอากาศประจำวัน จะติดตามข่าวพยากรณ์อากาศประจำวันอย่างใกล้ชิด ฝนจะตกประมาณกี่โมง แดดจะออก หมด เพื่อจะตัดสินใจเกี่ยวกับการซักผ้าในแต่ละวันได้อย่างที่ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังว่าซักเสร็จปฝนตก ตากผ้าไม่ได้ ผ้าไม่แห้ง ต้องเข้าเครื่องปั่นผ้า ซึ่งพอผ้าแห้งออกมายับยู่ยี ผ้าที่ต้องซักในแต่ละวันนั้ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดตัวหลังอาบน้ำแล้วครั้งเดียวหย่อนตะกร้าซักผ้าเลยค่ะ ไม่นิยมแขวนไว้ให้แห้งแล้วใช้ซ้ำ เพราะฉะนั้นผ้าต้องซักเยอะค่ะ แถมถ้าบ้านไหนมีสมาชิกหลายคนก็คูณเพิ่มจำนวนกันไปค่ะ
***
แม่บ้านญี่ปุ่นจะมีเวลาอยู่บ้านมากกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยของบ้าน และโดยส่วนมากแม่บ้านจะเป็นคนที่ “ตื่นก่อน นอนทีหลัง” ตอนเช้าต้องตื่นมาเตรียมอาหารเช้า ข้าวกล่องเบนโตะให้คุณสามีและคุณลูก ยืนส่งสมาชิกทุกคนออกจากบ้าน ด้วยคำว่า “いってらっしゃい:อิตเตะรัชไช:ไปดี ๆ มาดี ๆ นะ”

หลังจากนั้นอยู่บ้านพอสมาชิกกลับบ้านมาก็ต้อนรับกลับบ้านด้วยคำว่า “お帰りなさい:โอะคะเอะรินะไซ:ต้อนรับกลับบ้าน” ทานข้าวเย็น เก็บกวาด ทำความสะอาดทุกอย่างและเข้านอนทีหลังทุกคน ถ้าในกรณีคุณสามีติดงาน กลับดึก ๆ ดื่น ๆ ก็จะนั่งรอ นอนรอหรือหลับรอ และตื่นมารับคุณสามีก้าวเท้าเข้าบ้าน

*****เป็นบัญชีการเงินของครอบครัว ?

โดยปกติแม่บ้านจะเป็นผู้ควบคุมจัดการการเงินของครอบครัว เงินเดือนของคุณสามีถูกส่งมาให้ภรรยาเป็นผู้จัดการแบ่งสรรเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้าน ค่าขนมลูก รวมถึงค่าขนมของคุณสามีเอง ดังนั้นแม่บ้านคืินักบัญชีเพื่อคำนวณรายรับ รายจ่าย รายเดือน รายปีกันค่ะ
#
แต่ในปัจจุบันบางครอบคุณสามีที่มีภรรยาต่างชาติไม่ยอมให้แม่บ้านดูแลเงินเดือนทั้งหมดของตนเองมีเพิ่มมากขึ้น จะจ่ายเงินรายเดือน เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่แม่บ้านเ แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่บ้าน

***แยกขยะก่อนหย่อนลงถัง จัดการ

ของทุกอย่างก่อนทิ้งจำเป็นต้องแยกประเภทอย่างเข้มงวดค่ะ เป็นขยะเผาได้ เผาไม่ได้ กระป๋อง ขวดแก้ว ขวดพลาสติก และอื่น ๆ จิปาถะ ขึ้นอยู่กับเขตที่อยู่อาศัยนั้น ๆ แต่ละประเภทก็จะมีกฎละเอียดยไปอีก เช่น ขวดพลาสติกต้องฉีกฉลากด้านนอกออกก่อนไปเป็นขยะเผาได้ แยกฝาออกไปไว้เฉพาะฝาอย่างเดียว ส่วนขวดก็ล้างน้ำ วางให้แห้งก่อนบีบให้แบน เพื่อประหยัดพื้นที่

ถ้าเป็นกล่องนมก็ต้องล้าง ตากให้แห้ง ตัดตามรูปแบบที่กำหนดไว้แล้วรวบรวมไว้ที่เฉพาะ เป็นต้น

เรื่องพวกนี้ยิบย่อย
คนไทยในญี่ปุ่น อาจจะดูเรื่องมากและมากเรื่องในช่วงแรกนะคะ แต่หลาย ๆ คนที่ไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นก็คงจะชินจนกลายเป็นกิจวัตรเหมือนกัน วินัย
** ออร์แกไนเซอร์จัดงานอีเว้นท์ประจำครอบครัว ?

ไม่ว่าจะเป็นงานครบรอบวันเกิด ครบรอบวันแต่งงาน ปีใหม่ คริสต์มาส หรือจะเป็นการวางแพลนเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนผู้จัดการบริหารจัดการ รวมถึงดูแลความเรียบร้อยเรื่องของกินของใช้ จัดสัมภาระ จองตั๋วเครื่องบิน รถไฟปกติและจะรู้ตารางของสมาชิกทุกคนว่าวันไหนใครมีแพลนจะทำอะไร ไปไหนเมื่อไหร่เวลาไหนกลับบ้านตอนไหน

*** นักชิม
ชา กาแฟเพลิดเพลินเบเกอรี่อร่อย ๆ ตัวแม่ ☕

ช่วงบ่าย ๆ ของวันธรรมดาตามร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ต่าง ๆ มักจะเห็นผู้หญิงที่แต่งตัวชุดลำลอง จับกลุ่มกันเ ดื่มชา กินเค้กกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 2-3 คน หรือจะมากกว่านั้น หรือแม้แต่มานั่งดื่มชา กาแฟ เพลิดเพลินกับเค้กไป อ่านหนังสือไปคนเดียวก็มี เพราะไม่ได้ทำงานจะมีเวลาช่วงบ่าย ๆ ก่อนที่จะไปซื้อของเพื่อกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารค่ำที่บ้าน

ดังนั้นไม่ว่าจะมีร้านชาหรือกาแฟที่โด่งดังเปิดใหม่ที่ไหน จะไม่ค่อยเคยพลาดในการไปลองและตามร้านคาเฟ่ต่าง ๆ มักจะมี Afternoon tea set ไว้รองรับลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ด้วย

#ในประเทศไทยที่มีห้างสรรพสินค้าย่านคนญี่ปุ่นจะเห็นคนญี่ปุ่นรวมตัวกันเป็นกลุ่ม

ที่อยู่

152 Soi Sannibatsahakon Chamkasem Sub District Chatuchak District
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66652144677

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Le Dekhaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Le Dekha:

แชร์