03/05/2026
#เช่าซื้อ #ค้ำประกัน #การบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกัน #กำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ #ลูกหนี้ผิดนัด
👉 1) สัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา หากจำเลยที่ 1(ผู้เช่าซื้อ) ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์(ผู้ให้เช่าซื้อ) มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญา เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง
2) โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้บอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้(จำเลยที่ 1) ไปยังผู้ค้ำประกัน(จำเลยที่ 2) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง มีผลทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน(จำเลยที่ 2)
3) แม้เจ้าหนี้(โจทก์) จะมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน(จำเลยที่ 2) พร้อมกับลูกหนี้(จำเลยที่ 1) ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่ขณะนั้นลูกหนี้ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกัน
✅ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568 สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง เป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2