12/06/2026
https://www.facebook.com/share/p/1Cpw1Sav6k/?mibextid=wwXIfr
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทั้งยังทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พุทธศักราช 2522 ตามราชประเพณี ทรงจรดพระกรรบิดกริบพระเกศาและทรงเจิมพระขวัญด้วยพระองค์เอง
ด้านการศึกษา ทรงเริ่มศึกษาที่โรงเรียนราชินี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียน Heathfield เมือง Ascot สหราชอาณาจักร และเสด็จกลับมาศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนจิตรลดา
ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และรัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ทรงศึกษา ทรงปฏิบัติพระองค์เช่นเดียวกับนักศึกษาทั่วไป และทรงเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ
ต่อมาเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ Cornell Law School มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) ภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนทรงศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ (J.S.D.) ควบคู่กับการศึกษาที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และทรงสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทยในปี พ.ศ. 2548
ภายหลังทรงเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด ทรงปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่อัยการผู้ช่วย รองอัยการจังหวัด อัยการจังหวัด จนดำรงตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถ
เมื่อปี พ.ศ. 2550 ทรงริเริ่ม "โครงการกำลังใจ" (Inspire) เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง เด็กติดผู้ต้องขังหญิง และผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ ทั้งด้านสวัสดิการ การฝึกอาชีพ การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
นอกจากนี้ ยังทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และทรงเป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย สาธารณรัฐสโลวัก และสาธารณรัฐสโลวีเนีย
พร้อมกันนี้ ยังทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตลอดจนทรงก่อตั้งมูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงพระราชทาน "ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย" สำหรับผู้ศึกษาต่อด้านกฎหมาย ณ Cornell Law School สหรัฐอเมริกา
ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะในการทรงงาน ส่งผลให้หลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลและเกียรติคุณ อาทิ ตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมเพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรี จากกองทุนเพื่อการพัฒนาสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) และรางวัล Medal of Recognition จากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เป็น "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี" และต่อมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราชเดียวกัน โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา"
ด้านราชการทหาร เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2564 ทรงได้รับพระราชทานพระยศเป็นพลเอกหญิง และทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ โดยต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงประดับพระยศพลเอกหญิงแก่พระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
ตลอดพระชนมชีพที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาในการปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ทั้งด้านกฎหมาย การทูต การทหาร และงานสาธารณกุศล อันก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทยอย่างอเนกอนันต์