Kedai KakSong กะซง แบเซ็ง ต้นมะพร้าว🌴 ร้านที่ขายทุกอย่าง ราคากันเอง

22/07/2025

1. อย่าใช้ชีวิตตามคนส่วนใหญ่

คนส่วนใหญ่วิ่งตามสิ่งที่สังคมบอกว่าคือความสำเร็จ เช่น ชื่อเสียง เงินทอง หรือการยอมรับ แต่ลืมถามตัวเองว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร การใช้ชีวิตแบบ “ค่าตัวแพง” คือการกล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และเดินตามเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่ของใคร



2. ลงทุนกับตัวเองก่อนเสมอ

ทักษะ ความรู้ สุขภาพ และเวลา คือสินทรัพย์ ที่ไม่มีใคร奪คืนไปได้ การอ่านหนังสือ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ออกกำลังกาย หรือใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ล้วนเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าการวิ่งตามเงินหรือวัตถุภายนอก



3. อิสระเวลาแพงกว่าเงิน

เวลาคือทรัพย์สินที่มีจำกัดและซื้อคืนไม่ได้ แม้จะมีเงินมาก แต่ถ้าไม่มีเวลาทำสิ่งที่รัก ก็ยังไม่เรียกว่ารวย คนค่าตัวแพงให้คุณค่าแก่การมีอิสระในการเลือกใช้เวลา มากกว่าการมีรายได้สูงแต่ชีวิตขาดความยืดหยุ่น



4. ระบบและวินัยสร้างผลลัพธ์

ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการมีระบบ เช่น การตั้งเป้าหมาย วางแผนล่วงหน้า และทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการลงทุนที่ต้องใช้เวลาและความมีวินัย ไม่ใช่แค่หวังผลลัพธ์ชั่วข้ามคืน



5. แบ่งเงินเป็น 20-30-50

บริหารเงินอย่างสมดุลเพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ – 20% สำหรับอนาคต เช่น การลงทุนหรือเก็บออม, 30% ใช้ซื้อประสบการณ์หรือเรียนรู้ใหม่ ๆ และ 50% ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระในปัจจุบัน เป็นหลักคิดที่ทำให้มีทั้งเป้าหมายและความสุขร่วมกัน



6. ทำงานที่มีความหมาย

เงินไม่ใช่คำตอบเดียวของการทำงาน คนค่าตัวแพงมองหางานที่ตอบโจทย์ตัวตน สร้างคุณค่า และทำให้ชีวิตรู้สึกเต็ม ไม่ใช่งานที่แค่ได้เงินดีแต่สูญเสียสุขภาพ ความสุข หรือความสัมพันธ์ไป



7. สุขให้ได้ระหว่างทางชีวิต

อย่ารอมีความสุขแค่ตอนถึงเป้าหมาย เพราะชีวิตไม่ใช่แค่จุดหมาย แต่คือการเดินทางตลอดเส้นทาง อย่าหลงลืมที่จะมีความสุขกับวันนี้ ขอบคุณสิ่งเล็ก ๆ และเรียนรู้จากทุกช่วงเวลาที่ผ่านเข้ามา

20/07/2025

นิสัยคนสำเร็จ 🎉🏆
1. ตั้งเป้าหมายชัดเจน : คนสำเร็จจะรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรและมีแผนการที่ชัดเจนในการไปถึงเป้าหมาย
2. มีวินัยในตัวเอง : การทำงานอย่างต่อเนื่องและไม่ยอมแพ้เป็นสิ่งสำคัญ
3. เรียนรู้จากความล้มเหลว : คนสำเร็จไม่กลัวความล้มเหลว แต่ใช้มันเป็นบทเรียนในการพัฒนา
4. จัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ : การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ
5. มีความมุ่งมั่นและสม่ำเสมอ : ไม่หยุดพักในการทำงาน แม้จะเจออุปสรรค
6. อ่านและเรียนรู้อยู่เสมอ : คนสำเร็จมักจะอ่านหนังสือและหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง
7. มีทัศนคติเชิงบวก : การมองโลกในแง่ดีและเชื่อมั่นในความสำเร็จจะช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจ
8. รับฟังและยอมรับคำแนะนำ : คนสำเร็จรู้ว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่าง จึงยินดีรับคำแนะนำจากผู้อื่น
9. ใส่ใจสุขภาพกายและจิตใจ : สุขภาพที่ดีคือพื้นฐานของความสำเร็จ
10. มีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว : คนสำเร็จมักจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
11. ทำงานเป็นทีม : การร่วมมือกับคนอื่น ๆ ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วและดีขึ้น
12. เชื่อในตัวเอง : คนสำเร็จเชื่อในศักยภาพของตนเองและไม่ปล่อยให้ความคิดเห็นของคนอื่นมาทำให้ท้อแท้
หนังสือแนะนำ : คนสำเร็จ เขามีนิสัยแบบไหน? 📖
🔷 https://s.lazada.co.th/s.s6Rey?cc
🔶 https://s.shopee.co.th/gAZYXGoPR
#อ่านเถอะวัยรุ่น #คนสำเร็จเขามีนิสัยแบบไหน #นิสัยคนสำเร็จ

18/07/2025

คุณจะเติบโตขึ้น เมื่อคุณเริ่มทำ ✍️
สิ่งที่ยังไม่พร้อมจะทำ ✌
จากหนังสือ : The diary of a CEO 📖
🔷 https://s.lazada.co.th/s.yG2NP?cc
🔶 https://s.shopee.co.th/7ASdhxSgoF
#อ่านเถอะวัยรุ่น #33กฎทองของความสำเร็จในธุรกิจและชีวิต #คำคม

17/07/2025

Money Tree ต้นไม้แห่งเงิน 🌳 💰
การเงินก็เหมือนการปลูกต้นไม้ ไม่ได้โตภายในวันเดียว แต่โตอย่างช้า ๆ ด้วยการดูแลเอาใจใส่ทุกวัน 💚
หลายคนอยากรวย อยากมีอิสระ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน โอ๊ตจะชวนมาดูว่า “ต้นไม้แห่งเงิน” ของเราควรมีอะไรบ้าง 👇
🌱 1. เมล็ดพันธุ์ รายได้แรกของชีวิต : มันอาจจะน้อย อาจจะไม่มั่นคง แต่นี่คือจุดเริ่มต้น ที่เราต้องใส่ใจ เพราะไม่มีต้นไม้ต้นไหนเติบโตได้ ถ้าไม่เริ่มจากการเพาะ
เริ่มหาเงินจากสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานพาร์ทไทม์ ขายของออนไลน์ หรือรับจ้างเล็ก ๆ
🌼 2. ดินดี วินัยทางการเงิน : ต้นไม้โตไม่ได้ถ้าดินแย่ ชีวิตการเงินก็เหมือนกัน ถ้าเราขาดวินัย
เก็บก่อนใช้ แบ่งเงินให้เป็น จัดงบออม ลงทุน ใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมาย นี่แหละ "ดินดี" ที่ช่วยให้เงินเติบโตได้จริง
🌞 3. แสงแดด ความรู้ทางการเงิน : ไม่มีใครดูแลต้นไม้โดยไม่รู้เรื่องพืช และไม่มีใครจัดการเงินได้ดี ถ้าไม่เข้าใจเรื่องเงินเลย
อ่านหนังสือการเงิน ฟังพอดแคสต์ ดูคลิปที่ให้ความรู้ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งโตเร็ว เงินเราโตตามความเข้าใจเราเสมอ
💧 4. น้ำ การลงทุนสม่ำเสมอ : แค่เก็บเงินเฉย ๆ ต้นไม้จะเหี่ยว แต่ถ้าเราลงทุนเหมือนรดน้ำบ่อย ๆ ต้นไม้จะผลิดอกออกผลแน่นอน
ลงทุนแบบ DCA หรือซื้อกองทุน หุ้น หุ้นกู้ ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงเรา น้ำไม่ต้องเยอะ แต่มาตลอด “นี่คือหัวใจสำคัญ”

🍃 5. ใบไม้และผล รายได้จากสินทรัพย์ : เมื่อ Money Tree เริ่มโต มันจะให้ร่มเงาและความสุขร่มเย็น ใบไม้และผลคือรายได้แบบไม่ต้องใช้แรง (ใช้แรงบ้างแต่น้อย) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า ฯลฯ
นี่แหละคือ "เงินทำงานแทนเรา" เป้าหมายของคนอยากอิสระทางการเงิน
🌸 สุดท้าย ถ้าอยากเห็นต้นไม้แห่งเงินออกดอก ออกผล อย่ารอให้พร้อม แต่ให้เริ่มแม้ยังไม่พร้อม เพราะต้นไม้ใหญ่ทุกต้น ก็เคยเป็นต้นเล็กเสมอ
จากหนังสือ : เครื่องทุ่นแรงสู่อิสรภาพการเงิน 📖
🔷 https://s.lazada.co.th/s.x6rnJ?cc
🔶 https://s.shopee.co.th/qXF4yUb3o
#อ่านเถอะวัยรุ่น #เครื่องทุ่นแรงสู่อิสรภาพการเงิน #การเงินไม่ยาก #เพาะปลูกความมั่งคั่ง #ปลูกเงินให้งอกงาม

17/07/2025

หลักบริหารความคิด 🧠
ที่จะทำให้ทุกอย่างในชีวิตง่ายขึ้น (Effortless)
ขอบคุณเนื้อหาจากช่องยูทูบ : THE LIBRARY
- ทำไมกันนะทั้ง ๆ ที่พยายามทำงานหนัก แต่กลับไม่ได้รู้สึกเข้าใกล้เป้าหมายแม้แต่นิดเดียว
- ทำไมกันนะทั้ง ๆ ที่อยากจะทุ่มเทให้กับงานมากกว่านี้ แต่กลับรู้สึกไม่มีพลังที่จะลุกขึ้นสู้ต่อเลย
- ทำไมกันนะทั้ง ๆ ที่ทำงานจนใกล้จะหมดไฟแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นดังที่คาดหวังไว้เลย
- ทำไมหลายสิ่งหลายอย่างนั้นถึงได้ยากที่จะจัดการมากกว่าที่มันควรจะเป็น
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยคุ้นชินกับความรู้สึก หรือประโยคที่กล่าวมากันเป็นแน่ และหากคุณเคยรู้สึกเหมือนข้อใดข้อหนึ่งนั่นหมายความว่า “คุณกำลังทำให้สิ่งที่คุณทำมันซับซ้อนมากจนเกินไป “
ในความเป็นจริงนั้นชีวิตคนเรานั้นมีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องปกติ บางช่วงเวลาต้องพยายามให้ชีวิตไปต่อ บางช่วงเวลาก็ต้องหยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และจิตใจ แต่คุณนั้นมักมีระเบียบวินัยจดจ่อกับสิ่งที่ทำ มีความทุ่มเท และมีแรงจูงใจ แต่ทว่าความพยายามที่มากเกินไปจนแทบไม่ได้พักผ่อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับยิ่งรู้สึกห่างไกลจากความสำเร็จ ซึ่งจะทำให้คุณหมดเรี่ยวแรง หรือเกิดอาการหมดไฟ (Burn Out) รู้สึกว่าไม่อยากไปทำงานในที่สุด
ทำงานอย่างไรถึงจะได้ผลลัพธ์ในแบบที่คาดหวังไว้ และก็ไม่ต้องเจอกับภาวะหมดไฟ ?
1. จัดลำดับความสำคัญกิจวัตรประจำวัน หากคุณรู้สึกว่าในแต่ละวันคุณมีกิจวัตรที่มันซับซ้อนมากเลย อย่างแรกที่คุณต้องทำคือไม่ใช่การเพิ่มกิจวัตรที่สำคัญ แต่เป็นการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออก เพราะถ้าคุณไม่สามารถจัดการบริหารชีวิตกับกิจวัตรต่าง ๆ ได้นั่นหมายความว่าคุณมีสิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งที่ดูเหมือนจะสำคัญเยอะมากเกินไป ซึ่งจะช่วยจัดลำดับความสำคัญของแต่ละกิจวัตรที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
2. อยู่กับภาวะง่ายดาย หรือการทำอะไรบางอย่างโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าเราสนใจอย่างอื่น เป็นช่วงเวลาที่ ไม่ต้องคิดอะไร แล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณทำเท่านั้น หลายครั้งที่คุณทำงานบางอย่าง แต่เราคิดจะไปทำงานงานอีกอย่าง ซึ่งเป็นการคิดที่อันตรายมาก เพราะมันจะทำให้คุณจะรู้สึกว่าคุณไม่สามารถจัดการอะไรได้เลยถึงแม้เราจะทำงานมากขึ้นก็ตาม
3. เริ่มต้นที่ลงมือทำให้ง่ายที่สุด เช่น การไปออกกำลังกายตอนเช้า เพราะการเตรียมตัวในการออกกำลังกายนั้นแสนวุ่นวายจนอาจขี้เกียจไปในที่สุด วิธีแก้ก็คือคุณทำยังไงก็ได้ให้การเริ่มต้นออกกำลังกายนั้นง่ายที่สุด อย่างการเตรียมเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการออกกำลังกายไว้ตั้งแต่ก่อนนอน แล้วตอนที่คุณตื่นมาก็จะสามารถไปออกกำลังกายได้อย่างง่ายดายในเวลาสั้น ๆ เพราะคุณได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมตั้งแต่ก่อนนอนแล้ว
4. ทำกิจวัตร to do List หรือกำหนด Deadline เพราะถ้าคุณไม่กำหนด Deadline คุณก็จะผัดวันประกันพรุ่ง ไว้ค่อยทำวันหลังก็ได้
5. หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวน พอเข้าสู่ช่วงเวลาที่คุณจะต้องทำงาน คุณจะต้องทำยังอย่างไรก็ได้ให้คุณจดจ่อกับงานให้ได้มากที่สุด เช่น ปิดโทรศัพท์ที่อาจรบกวนการทำงานที่อาจมีแจ้งเตือนจนอาจรบกวนสมาธิตลอดเวลา
6. ใน 1 วัน ไม่ควรมีกิจวัตรประจำวันที่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ เกิน 5 อย่าง ให้ตัวเองได้พักบ้าง
7. สนุกกับสิ่งที่ทำ เราทุกคนมีกิจกรรมสำคัญที่ไม่ได้ทำเป็นประจำ ทั้งที่รู้ว่ามันต้องทำ แต่เราไม่ได้อยากทำ เช่น การออกกำลังกาย การจัดการเรื่องเงิน การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การล้างจานหลังกินมื้อค่ำ แน่นอนเราทุกคนรู้ว่าแต่ละอย่างนั้นสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับมัน โดยเฉพาะการเริ่มต้นแรก ๆ แต่เราสามารถทำให้มันสนุกได้ แต่ทั้งหมดนี้ย่อมจะได้ผลตอบแทนหลังจากที่ลงมือทำไปแล้วอาจจะเป็นสัปดาห์เป็นเดือน หรือเป็นปี
8. กำหนดหน้าตาของเป้าหมายที่สำเร็จ หากคุณยังไม่รู้หน้าตาที่เสร็จสมบูรณ์ของงานนั้นควรจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องทำเลยก็คือหยุดทำงานแล้วลองคิดดูก่อน ซึ่งจะช่วยให้เราเริ่มต้นลงมือทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะโดยหลักการแล้วคุณไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงโดยปราศจากจุดหมายปลายทางที่ระบุไว้อย่างชัดเจนไม่ได้ แล้วคุณจะเสียเวลาทุ่มเทปรับปรุงแก้ไขงานนั้นโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งจะทำให้คุณทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับแย่ลง ฉะนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดว่าสำเร็จแล้วหน้าตาที่เสร็จสมบูรณ์ของงานนั้นจะเป็นอย่างไร
สรุปแล้วแม้เราอาจถูกปลูกฝังให้เชื่อว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จมาก ก็ยิ่งต้องทุ่มเทมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงทำหลายสิ่งให้มันเยอะ และยากมากขึ้นจนเกินความจำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริงเส้นทางที่คุณจะประสบความสำเร็จนั้นอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ๆ แต่จะต้องพยายามในสิ่งที่มันสำคัญ เพราะการรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญที่ควรจะทำ และสิ่งไหนไม่สำคัญ และทำให้เรียบง่ายที่สุดต่างหากที่จะทำให้การทำงานนั้นง่ายขึ้น
เพราะหากทำในสิ่งที่มันสำคัญด้วยความคิดที่ซับซ้อนขั้นตอนเยอะคุณก็จะรู้สึกว่าคุณไม่สามารถทำให้มันง่ายดายได้เลย การทำงานด้วยความซับซ้อนในหลายครั้งมันอาจจะทำให้ผลงานนั้นออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เพราะชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรยากเย็นเสมอไป และการที่เรายิ่งพยายามทำอะไรที่มากเกินความจำเป็นก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้น
จากหนังสือ : คนเก่งคิดง่าย ไม่คิดยาก 📖
🔷 https://s.lazada.co.th/s.KNras?cc
🔶 https://s.shopee.co.th/6plCrw63uL
#อ่านเถอะวัยรุ่น #คนเก่งคิดง่ายไม่คิดยาก #อยากให้อ่าน #คำคม

18/06/2025

ปุ๊กาด ปุ๊กาด 📣
แวะมาป้ายยาสินค้าโปรโมชั่นหน่อยค่าาา
สนใจตัวไหนกดใจมาได้เลยค่าา

04/06/2025

ข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากหนังสือ
Mastering the Art of Public Speaking

1. ความมั่นใจเกิดจากการเตรียมตัวที่ดี

การพูดในที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน แต่ความมั่นใจในการพูดนั้นเกิดขึ้นจากการเตรียมตัวอย่างถี่ถ้วน ยิ่งคุณรู้จักเนื้อหาและฝึกฝนการนำเสนอมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้น การซ้อมหน้ากระจกหรือพูดให้เพื่อนฟังจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการแสดงออก เมื่อถึงเวลาจริง คุณจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกและข้อมูลได้อย่างมีพลังและชัดเจน การเตรียมตัวคือกุญแจสู่ความสำเร็จของการพูด

2. การเชื่อมโยงกับผู้ฟังเป็นหัวใจของการสื่อสาร

การพูดที่ดีไม่ใช่แค่การบอกข้อมูล แต่คือการสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ฟัง คุณต้องสามารถอ่านท่าทีและอารมณ์ของผู้ฟังได้ เพื่อให้การสื่อสารของคุณมีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและมีอารมณ์ร่วมเป็นสิ่งสำคัญ การสบตา ยิ้ม และใช้ภาษากายช่วยสร้างความเชื่อมโยงและทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคุณกำลังพูดกับพวกเขาโดยตรง เมื่อผู้ฟังรู้สึกว่าเข้าใจและเข้าถึงได้ การพูดของคุณก็จะมีพลังมากขึ้น

3. การเล่าเรื่องช่วยให้การพูดทรงพลัง

การนำเสนอข้อมูลอย่างเดียวอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อหน่าย การเล่าเรื่องสามารถช่วยให้คุณจับใจความสนใจของผู้ฟังได้ทันที เรื่องราวที่ดียังช่วยสร้างความรู้สึกและความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น คุณสามารถใช้เรื่องราวเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวเข้ากับข้อมูลหรือแนวคิดที่คุณต้องการสื่อ แม้จะเป็นข้อมูลที่ซับซ้อน การเล่าเรื่องสามารถทำให้ทุกอย่างดูเข้าใจง่ายและใกล้ชิดมากขึ้น

4. ภาษากายเป็นส่วนสำคัญของการพูด

การพูดไม่ใช่แค่การใช้คำพูดเท่านั้น ภาษากายของคุณบอกเล่าความรู้สึกและความมั่นใจได้มากมาย การยืนตรง การเคลื่อนไหวมือ การสบตากับผู้ฟัง ล้วนแต่มีผลในการเสริมสร้างข้อความที่คุณต้องการจะสื่อ เมื่อภาษากายของคุณสอดคล้องกับสิ่งที่คุณพูด มันจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฟัง การใช้ภาษากายอย่างชาญฉลาดจะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. การฟังและตอบสนองคือศิลปะของการสื่อสารที่ดี

การพูดที่ดีไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนพูดตลอดเวลา การฟังผู้ฟังและตอบสนองต่อคำถามหรือความคิดเห็นของพวกเขาอย่างตั้งใจเป็นส่วนสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การเข้าใจว่าผู้ฟังต้องการอะไรและปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของพวกเขาช่วยให้คุณเป็นนักพูดที่ดีขึ้น บางครั้งการฟังมากกว่าการพูดอาจทำให้คุณเข้าใจจุดสำคัญในการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น

6. ความเงียบมีพลังในตัวเอง

บางครั้งการหยุดพูดสักครู่สามารถสร้างอิทธิพลที่ใหญ่โตได้ ความเงียบช่วยให้ผู้ฟังมีเวลาคิดและย่อยข้อมูล การหยุดชั่วขณะยังสร้างความเน้นย้ำในประเด็นสำคัญ การรู้จักใช้ความเงียบอย่างถูกจังหวะเป็นทักษะที่นักพูดที่ดีควรมี เพราะมันช่วยดึงความสนใจและสร้างความลึกซึ้งในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อ การใช้ความเงียบอย่างมีศิลปะสามารถเปลี่ยนการพูดของคุณให้ทรงพลังมากขึ้น

7. การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทำให้คุณเป็นนักพูดที่ดีขึ้นทุกวัน

ไม่มีใครเกิดมาเป็นนักพูดที่เก่งได้ในทันที ทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนและปรับปรุงทักษะของตนเองอย่างสม่ำเสมอ การพูดในที่สาธารณะอาจจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวในตอนแรก แต่ยิ่งคุณฝึกฝนมากเท่าไร ความมั่นใจก็จะมากขึ้นเท่านั้น การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและฟีดแบ็กของผู้ฟังจะทำให้คุณพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น การเติบโตเป็นนักพูดที่ดีขึ้นทุกวันไม่ใช่เรื่องยากหากคุณมีความมุ่งมั่นและการฝึกฝน

หนังสือเล่มนี้ยังข้อคิดดี ๆ อีกมาก
หากสนใจสั่งซื้อได้ที่
Lazada : https://s.lazada.co.th/s.rdYSv?cc

ที่อยู่

Pattani
94170

เวลาทำการ

จันทร์ 06:30 - 21:30
อังคาร 06:30 - 21:30
พุธ 06:30 - 21:30
พฤหัสบดี 06:30 - 21:30
ศุกร์ 06:30 - 21:30
เสาร์ 06:30 - 21:30
อาทิตย์ 06:30 - 21:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kedai KakSongผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์