02/08/2026
Super Anti-oxidant สารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุดเสียด และบรรเทาอาการปวด ช่วยเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู “ขมิ้นชัน” โมเดลสมุนไพรครบวงจร มุ่งสู่ยาทดแทนยาแผนปัจจุบัน
--------------------------------
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยกระดับ "ขมิ้นชัน" เป็นสมุนไพรต้นแบบ พัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมงานวิจัยรองรับประสิทธิผลในการรักษาโรคทางเดินอาหารและข้อเข่าเสื่อม ผลักดันสู่ตลาดสุขภาพโลกและเตรียมโชว์ศักยภาพการแพทย์แผนไทยบนเวที Global Wellness Summit 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2569 ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ขมิ้นชันเป็นภูมิปัญญาคู่สังคมไทยมานาน ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสาร Super Anti-oxidant นำไปสู่การพัฒนาเป็นยาสมุนไพรในระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โดยยาแคปซูลขมิ้นชันได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนาสารสกัดขมิ้นชัน Anti-ox®
ซึ่งได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติประเภทยาพัฒนาจากสมุนไพร มีข้อบ่งใช้บรรเทาอาการปวดข้อเข่าเทียบเคียงยาแผนปัจจุบัน พร้อมคว้า รางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards)ในปีงบประมาณ 2568 ระบบสาธารณสุขไทยมีการสั่งจ่ายยาแคปซูลขมิ้นชันแก้ท้องอืดเฟ้อรวมกว่า 2.17 ล้านครั้ง (คิดเป็น 81.29 ล้านหน่วย มูลค่า 136.13 ล้านบาท) และการสั่งจ่ายสารสกัดขมิ้นชันรักษาข้อเข่าเสื่อมมูลค่ากว่า 1.51 แสนบาท สะท้อนถึงการพัฒนาสมุนไพรจากงานวิจัยสู่การใช้จริงและสามารถลดการพึ่งพายาเคมี
ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมิติวัตถุดิบ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกขมิ้นชันกระจายใน 67 จังหวัดโดยมีแปลงมาตรฐาน GAP ใน 28 จังหวัด และมีไฮไลต์สำคัญคือ "ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี" ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่งผลให้สะสมสารสำคัญกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ได้สูงเป็นพิเศษ ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรกับโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน GMP ผ่านระบบ Traceability (ตรวจสอบย้อนกลับ) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ด้าน นพ.อำพล เวหะชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยฯ ส่งเสริมการพัฒนาขมิ้นชันใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการคัดกรอง เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม DNA Barcoding, การตรวจเอกลักษณ์ทางเคมี HPLC Fingerprint การวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ Curcumin, Demethoxycurcumin และ Bisdemethoxycurcumin
นอกจากนี้ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงอภิมาน(Systematic Review & Meta-analysis) สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า สารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวด และช่วยเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
ขณะเดียวกันยังพบว่ามีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม กรมการแพทย์แผนไทยฯ ตั้งเป้าใช้ "ขมิ้นชันโมเดล" เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขยายโอกาสในตลาด Health & Wellness ระดับสากล และรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต
อ่านข่าวในคอมเมนต์
#สมุนไพร #ขมิ้นชัน #ทดแทนยาแผนปัจจุบัน #กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก #ข่าวสาธารณสุข #ข่าวสุขภาพ